วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบส่งงาน

ทดสอบส่งงานครั้งที่ 1 ที่นี่

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วันฮาโลวีน





"วันฮาโลวีนนั้น"ถ้าจะแปลเอาความกันก็ได้แก่ "วันก่อนวันศักดิ์สิทธิ์" ของชาวคริสต์หรือวันสุกดิบหนึ่งวันก่อนหน้าวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกกำหนดให้ "วันออล เซนต์ส เดย์" หรือวันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นวันฉลองบรรดานักบุญต่าง ๆ ที่เริ่มกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ดังนั้น เทศกาลฮาโลวีนนี้ชาวคาทอลิกจึงพากันเข้าโบสถ์ไปทำพิธีสวดกันเหนื่อยนานกว่าปกติสักหน่อย และในเวลาเดียวกันก็มีการร่วมฉลองแก้เหนื่อย หรือทำให้มันเหนื่อยหนักขึ้นพร้อม ๆ กันไปด้วย คติเดิมในการจัดวันฮาโลวีนนี้มีย้อนหลังไปก่อนคริสต์กาล สมัยก่อนที่คริสต์ศาสนาจะแพร่ขยายเป็นที่นับถือกันไปทั่วยุโรปนั้น ชาวเผ่าเซลท์ที่อาศัยอยู่ในยุโรปตอนเหนือ และยุโรปตะวันตก ซึ่งนับถือดวงอาทิตย์เป็นพระเจ้าได้ถือเอาวันที่ 31 ตุลาคมเป็นวันสิ้นปีเก่าของพวกตน ที่ต้องมีพิธีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยการละเล่นรอบกองไฟ ช่วงปลายเดือนตุลาคมนั้น ก็ยังเป็นระยะสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวของชาวเผ่าเซลท์ครั้งกระโน้น ใบไม้ตามไพรพฤกษ์ก็ปลิดตัวจากขั้วร่วงหล่นลงกองกับพื้นดิน แสดงสัญญาณว่า ฤดูหนาวกำลังย่างใกล้าเช้ามาแล้ว และราตรีก็กำลังสยายปีกแผ่คลุมโลกยาวนานกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ของปี จึงเป็นช่วงที่นักบวชดรูอิสของชาวเซลท์จะเริ่มทำพิธีบนบวงพระอาทิตย์ผู้เป็นเจ้าที่กำลังจะมาเยือนโลกสั้นลง พร้อมกันไปกับงานรื่นเริงปลอบใจผู้คนส่งท้าย เวลาเดียวกันนี้ ก็เป็นยามที่บรรดาแกะและสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่ปล่อยทิ้งให้เล็มหญ้าหากินตามท้องทุ่งถูกต้อนกลับเข้าคอก ชาวเซลท์ก็จะเริ่มปรับปรุงกฎหมายของตน และมีการต่อสัญญาเช่ากันในโอกาสนี้ด้วยและเนื่องจากพฤศจิกายนเป็นเดือนที่กลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน ความมืดที่อ้อยอิ่งมาช้านานหลายเดือนในแถบยุโรปเหนือ ทำให้คติของความเชื่อและการฉลองปรากฏออกมาในรูปของภูตผีปิศาจ เรื่องของพ่อมดหมอผีเทพธิดาที่จะปรากฎออกมากันชุกชุมอยู่บนโลกตามบรรยากาศแห่งความมืดมัว






ความเชื่อดังกล่าวนี้ยังมีอยู่แต่ดั้งเดิมด้วยว่าวันฮาโลวีนคือวันที่บรรดาวิญญาณผู้ทีสิ้นลมวายปราณไปในรอบปีที่ผ่านมานั้นจะได้รับการตัดสินความดีความชั่วที่ตนกระทำไปแล้วเมื่อยังมีชีวิตอยู่ และชดใช้บาปกรรมของตนโดยพระเจ้าแห่งความตาย และเพราะเหตุนี้จึงถือกันว่า วันฮาโลวีนเป็นวันที่มีภูตผีปิศาจเพ่นพ่านอยู่ทั่วไป บรรยากาศของการจัดงานจึงเต็มไปด้วยเรื่องของภูตผีปิศาจ ในอเมริกานั้น ยังมีความเชื่อกันอยู่ว่า แม้แต่ในทำเนียบขาวอันเป็นที่พักประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี ยังมีอดีตประธานาธิบดีหลายท่านที่ล่วงลับไปแล้วมักชอบมาปรากฎตัวในวันฮาโลวีนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานาธิบดีจอห์น อดัมส์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่เริ่มพำนักในทำเนียบขาว หรือแม้แต่อับราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของชาวอเมริกันที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ และอาศัยในทำเนียบขาวในยุคสงครามกลางเมือง ก็ยังมีผู้เคยเห็นร่างอันสูงโย่งของท่าน ยืนปรากฏให้เห็นหลังบานหน้าต่างบานเดียวกันกับที่ท่านชอบยืนเมื่อมีท่านผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ในระหว่างสงครามกลางเมือง


สมัยโบราณ ชาวอังกฤษเป็นพวกที่รับประเพณีจัดงานวันฮาโลวีนไปจากพวกเผ่าเซลท์มากกว่าคนอื่น ๆ และนำเอาวันนี้มาใช้มากมายในโอกาสเกี่ยวกับเรื่องของการแต่งงาน การทำนายโชค สุขภาพ แม้กระทั่งความตายที่ถือกันว่า มีเพียงวันนี้วันเดียวที่วิญญาณภูตผีทั้งหลายจะช่วยบันดาลให้ตนสมใจปรารถนา สาว ๆ อังกฤษสมัยโน้นจะออกไปหว่านและไถกลบเมล็ดป่านชนิดหนึ่งในยามเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนพร้อมกับเสี่ยงสัตย์อธิษฐานด้วยการท่องคาถาว่า "เจ้าเมล็ดป่านที่ข้าหว่าน จงช่วยบันดาลให้ผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิตจองข้าปรากฏตัวให้เห็น " และเมื่อทำต่อไปตามเคล็ด คือเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้ายของเจ้าหล่อน สายรายนั้น ๆ ก็จะได้เห็นถึงนิมิตเรือนร่างของผู้ที่จะมาเป็นสามีในอนาคตของตน เคล็ดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเอาแอปเปิลกับเหรียญชนิดหกเพนซ์ใส่ลงไปในอ่างน้ำ และหากใครสามารถแยกแยะของสองอย่างนี้ออกจากกันได้ด้วยปาก คาบเหรียญขึ้นมา และใช้ช้อนจิ้มแอปเปิลให้ติดเพียงครั้งเดียวจะถือว่า ผู้นั้นจะมีโชคดีไปตลอดปีใหม่ที่กำลังมาถึง

ตามเฉลียงหน้าบ้านเกือบทุกบ้าน จะมีลูกฝักทองที่คว้านไส้ออก และเจาะทำตาจมูก และปากที่แสยะยิ้ม วางไว้ต้อนรับโดยภายในฟักทองมีเทียนจุดตั้งอยู่ เราจะขึ้นไปที่หน้าประตูบ้านนั้น ๆ กดกริ่ง พอมีคนมาเปิดประตูให้ เราก็จะถามว่า "Take or Treat ? " หรือ "จะยอมให้ขนมเสียดี ๆ หรือจะต้องออกแรงแสดงอภินิหารกัน ? " แล้วเจ้าของบ้านก็จะเอาขนมมาแจกให้ หลังจากนั้นเราก็จะเดินทางต่อไปยังบ้านอื่น ๆ ขอขนมอย่างนี้จนกว่าจะอิ่ม หรือเมื่อย " เคล็ดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเอาแอปเปิลกับเหรียญชนิดหกเพนซ์ใส่ลงไปในอ่างน้ำ และหากใครสามารถแยกแยะของสองอย่างนี้ออกจากกันได้ด้วยปาก คาบเหรียญขึ้นมา และใช้ช้อนจิ้มแอปเปิลให้ติดเพียงครั้งเดียวจะถือว่า ผู้นั้นจะมีโชคดีไปตลอดปีใหม่ที่กำลังมาถึง คนไทยปัจจุบันรู้จัก เทศกาลฮัลโลวีน เหมือนกับที่รู้จักเทศกาลต่าง ๆ ตามประเพณีของชาวยุโรป เช่น อีสเตอร์ วันขอบคุณพระเจ้า และวันคริสต์มาส หรือวันวาเลนไทน์ ในคืนวันฮัลโลวีน สถานที่บันเทิงต่าง ๆ ในกรุงเทพมักจะจัดงานโดยเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวยามราตรีแต่งกายด้วยชุดแฟนซีสวมหน้ากากเป็นปิศาจรูปร่างต่าง ๆ กัน ดังจะเห็นได้จากประกาศเชิญชวนให้มาร่วมงานในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี



ประเพณีต่าง ๆ ที่ถือปฏิบัติว่าเป็นการฉลองเทศกาลฮัลโลวีน
Rick-or-Treating กิจกรรมนี้จัดเป็นกิจกรรมหลัก สำหรับเด็ก ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในตอนกลางคืน เด็ก ๆ จะแต่งตัวด้วยหน้ากากผี และเดินไปเป็นกลุ่ม เพื่อเคาะประตูบ้านของเพื่อนบ้าน โดยกล่าวคำว่า trick or treat เพื่อนบ้านจะให้ขนม ลูกกวาด ผลไม้ หรือ เศษสตางค์ เด็กบางกลุ่มจะจัดกิจกรรม trick or treat นี้เพื่อองค์การยูนิเซพ (UNICEF) ซึ่งเป็นองค์การจัดหาเงินทุนเพื่อเด็กทั้งโลกที่ยากจนขององค์การสหประชาชาติ พวกเขาจะถือกล่องรับบริจาคเงินอย่างเป็นทางการขององค์การสหประชาชาติสีส้มดำ เพื่อนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปจัดหาอาหาร ยารักษาโรค และการบริการด้านอื่น ๆ เพื่อเด็กที่ขาดเคลนทั้งโลก
เพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ที่ออกไปทำกิจกรรม trick or treat เด็ก ๆจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีอ่อน หรือเสื้อผ้าที่มีสีสะท้อนแสง เพื่อให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะมองเห็นได้ง่ายเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อีกทางหนึ่ง ผู้ปกครองบางคนเกรงว่า การใส่หน้ากาก จะทำให้เด็ก ๆ มองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงนิยมใช้เครื่องสำอางแต่งปน้าให้เด็ก ๆ นอกจากนี้ผู้ปกครองมักจะเตือนให้เด็กๆ รับประทานเฉพาะขนมหรือลูกกวาดที่บรรจุในหีบห่ออย่างดีเท่านั้น ชุมชนบางแห่งประกาศเวลาการทำกิจกรรม trick or treat อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับการมาเยือนของเด็ก ๆ และเป็นการเตือนให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะได้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นพิเศษด้วย
Jack-O'-Lanterns การทำ Jack-O'-Lanterns คือ การคว้านเมล็ดในของผลฝักทองออกให้หมดแล้วเจาะด้านหนึ่งของผลฝักทองให้เป็นรูปหน้าคนโดยมี ตา จมูก และปาก และใส่เทียนไข หรือโคมไฟประเภทอื่น ๆ ไว้ภายใน เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน ชาวอังกฤษและชาวไอริชในสมัยโบราณเคยใช้หัวผักกาด (beets) มันฝรั่งและหัวเทอร์นิบ (turnips) เป็นโคมไฟในวันฮัลโลวีน เมื่อเทศกาลฮัลโลวีนแพร่หลายมาสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเปลี่ยนมาใช้ผลฝักทองแทน เหตุที่ได้ชื่อว่า Jack-O'-Lantern เนื่องมาจากชายคนหนึ่งที่ชื่อ Jack ซึ่งเป็นคนขี้เหนี่ยวมาก เมื่อเสียชีวิตไปเขาไม่สามารถขึ้นสวรรค์ได้และไม่สามารถเข้าไปในนรกได้เช่นกัน เนื่องจากเขาชอบ ล้อเล่นกับปิศาจ เมื่อเสียชีวิตลงเขาจึงต้องเดินเตร็ดเตร่อยู่บนโลก เพื่อรอวันพิพากษา (Judgement Day)
การทำนายโชคชะตา (Fortunetelling) การทำนายโชคชะตา เริ่มขึ้นในยุโรปหลายร้อยปีมาแล้ว และกลายเป็นส่วนสำคัญในเทศกาลฮัลโลวีน การทำนายนี้ทำโดยการนำแหวนเงินเหรียญ หรือ ปลอกนิ้ว (สำหรับสตรีใส่เย็บผ้า) ไปซ่อนไว้ในขนมเค็กและอาหาร หากใครพบเหรียญจะเป็นผู้มีฐานะร่ำรวยในอนาคต ผู้ที่พบเหวนจะได้แต่งงาน ปัจจุบันนิยมทำนายโชคชะตาด้วยการอ่านจากไพ่หรือการอ่านลายมือมากกว่า นอกเหนือจากกิจกรรมต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ในประเทศอังกฤษมีการเล่นเกมส์คาบแอปเปิล เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ชนะอีกด้วย ในอดีตคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ปิศาจจะออกมาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์ในคืนวันที่ 31 ตุลาคมเพื่อทำพิธีบูชาปีศาจทั้งหลาย แม้ว่าในปัจจุบัน ไม่มีใครเชื่อในเรื่องพ่อมดแม่มดหรือภูติผีปิศาจ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในวันฮัลโลวีนก็ยังคงเป็นการแต่งกายเป็นปีศาจหรือพ่อมดแม่มดอยู่เช่นที่เคยปฏิบัติมา

คุณคิดว่า ผมบลอนด์เขียวประกายน้ำตาลสวยหรือไม่

คุณคิดว่า ผมบลอนด์เขียวประกายน้ำตาลสวยหรือไม่

ขอขอบคุณรูปจาก : http://topicstock.pantip.com/

การทำศัลยกรรม(ตา 2 ชั้น)
























ใครที่คิดจะทำ ขอแนะนำว่า ต้องเป็นคนที่ ตาตี๋ จริงๆนะะครับ แบบ ไม่มีชั้นเลย อันนี้ ก็น่าทำ เพราะจะทำให้ดวงตาดู โตขึ้น และจะช่วยดึงรูปจมูก ให้ดูโด่งขึ้น นิดหน่อยด้วย เพื่อนผมไปทำมา ก็ ดูสวยเลยครับ แบบเห็นได้ชัดเลย ว่าสวยขึ้น การทำตา 2 ชั้น จะดีอย่าง ตรงที่ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม เข้าสู่ร่างกายเรา ถ้าคิดจะทำ ก็ขอให้เลือก คลีนิค นิดนึงน่ะครับ อย่าไปเสี่ยง ทำแบบถูกๆ ถ้าจะทำ ศึกษา หมอ คนที่จะทำครับ ว่ามีใบ การันตี จบจากไหน สาขา และความดัง ผลงาน ของหมอคนนั้นๆ ก่อนครับ
หรือ ถ้า อีกทางเลือก สมัยนี้ จะมีกาว ที่ใช้ ติด ทำให้ตา ดูมี 2 ชั้นครับ และจะมีพวก สติ๊กเกอร์ พวกนี้ ก็ใช้ได้หมด ครับ ลองดูวิธีที่ http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=7484
การทำ ตา 2 ชั้น โดยส่วนใหญ่ผู้ที่จะเข้ารับการ ศัลยกรรม ทำ ตาสองชั้น จะเป็นคุณผู้หญิงที่มีเชื้อสายออกไปทางจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ซึ่งจะมีตาชั้นเดียว ทำให้มองดูตาค่อนข้างเล็ก การใช้เครื่องสำอางพวกดินสอเขียนตาก็ไม่อาจช่วยทำให้ตาสวยขึ้นมาได้ดังใจต้องการปัญหาที่ต้องแก้ไขผู้ตาชั้นเดียว มีความแตกต่างกับผู้มี ตา2ชั้น คือ ไม่มีเยื่อพังพืดขึงยึดจากส่วนของกล้ามเนื้อลืมตากับผิวหนัง ทำให้เวลาลืมตาไม่สามารถดึงให้เป็น 2 ชั้น การแก้ไขโดยเลียนแบบธรรมชาติ ใช้ไหมขึงยึดผิวหนังกับส่วนกล้ามเนื้อลืมตา นอกจากนี้ผู้มี ตาชั้นเดียว มักจะมี ไขมัน ในส่วนของหนังตาบน มากกว่า ทำให้หนังตาดูอูมซึ่งนอกจากทำชั้นแล้ว ต้องเอาไขมันออกด้วยในบางรายเพื่อให้มีความสวยงามของชั้นเวลาที่ใช้ทำประมาณ 30 นาที ยาที่ใช้ ประมาณ 30 นาทีระยะเวลาพักฟื้นไม่จำเป็น ทำทุกอย่างตามปกติได้ทันที หลังทำ สถานที่ผ่าตัดคลินิก วิธีการผ่าตัดส่วนการผ่าตัดแพทย์จะวัด หนังตา อย่างละเอียด และทำเครื่องหมายบนเปลือกตาเพื่อเป็นการกะขนาดว่าเส้นตาทั้ง 2 ข้างต้องเท่ากัน หลังจากนั้นจะวาดเส้นที่ต้องการ และฉีดยาชาที่เปลือกตาเป็นจุดเล็กๆ แพทย์จะทำการผ่าตัดเปลือกตาทีละข้าง และสร้างรอยพับของตาให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด โดยการใช้เข็มขนาดเล็ก เจาะเป็นจุดเล็กเท่ารูเข็ม ที่ตำแหน่งที่จะทำชั้น จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการทำชั้น โดยใช้ไหมชนิดไม่ละลายเพื่อให้มีชั้นตลอดไป เย็บผิวหนังให้ยึดติดกับกล้ามเนื้อที่ใช้ลืมตา (เลียนแบบธรรมชาติของผู้มี ตาสองชั้น) ผ่านแผลที่เจาะเป็นจุด โดยจะไม่มีการทำลายหรือตัดชั้นอื่นๆของหนังตา นอกจากจุดที่ไหมที่ผ่านเพื่อทำชั้นของหนังตาเท่านั้น เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย โดยมีการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อน้อย และคนไข้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การทำ ตา2ชั้น วิธีนี้ให้ผลถาวร การเตรียมตัวก่อนทำไม่ต้องอดอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ไม่อิ่มเกินไป การดูแลหลังทำเนื่องจากการทำ ตาสองชั้น วิธีนี้มีบาดแผลเพียงจุดเล็กๆจึงสามารถทำตัวตามปกติ 1.ระวังไม่ขยี้ตารุนแรง 3 สัปดาห์. ให้ ล้างหน้า, แต่งหน้าตามปกติ เหมือนไม่ได้ผ่าตัด2.รับประทานอาหารได้ทุกอย่าง เหมือนไม่ได้ผ่าตัด3.บางท่านจะมีขี้ตามากกว่าปกติ ไม่ต้องทำอะไร แล้วจะหายไปเองใน 1 สัปดาห์4.บางท่านจะรู้สึกตึงหนังตาบนบ้าง แล้วจะหายไปเองใน 1 สัปดาห์ข้อมูลจาก http://www.siamaircare.com/surgery/mainframe.htm
การทำตา 2ชั้น หรือแก้ไขหนังตาหย่อน
การมีตา 2ชั้น นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าทำให้ดวงตาสดใส และดูเยาว์วัยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของใบหน้า เป็นที่ต้องการของคนเอเซียที่มักจะมีตาชั้นเดียวเป็นส่วนมาก หรืออาจจะมีตาสองชั้นอยู่แล้วก็มักจะมีขนาดเล็กหรือมีไขมันที่เปลือกตามากร่วมด้วยทำให้ชั้นตาดูไม่ชัดเจน ส่วนในคนที่มีอายุมากขึ้นหลัง 30-40ปี มักจะประสบปัญหาเรื่องเปลือกตามีไขมันหย่อนย้อยลงมาทำให้ตาสองชั้นที่เคยสวยงามหลบหรือเล็กลง รวมทั้งบางครั้งหย่อนมากจนเป็นหนังห้อยปิดเปลือกตาบางส่วน ส่งผลต่อทัศนวิสัยการมองเห็น และบางครั้งทำให้ขนตาม้วนเข้าในก่อความระคายเคืองต่อตา หรือเกิดการอักเสบที่เยื่อบุตาได้ขั้นตอนการผ่าตัด1. .แพทย์จะผ่าตัดโดยใช้ยานอนหลับชนิดอ่อน ร่วมกับการใช้ยาชาเฉพาะที่ และกรีดเปลือกตาในตำแหน่งที่เหมาะสมให้ชั้นตาสวยงามในแบบที่ต้องการ2. ตัดไขมันส่วนเกินที่เปลือกตา และผิวหนังเปลือกตาออกตามความเหมาะสม3. เย็บชั้นหนังตาใหม่ เพื่อให้ได้ชั้นหนังตาที่สวยงาม4. เย็บแผลด้วยไหมเล็ก เพื่อให้เห็นรอยน้อยที่สุด และรอยกรีดจะซ่อนอยู่ที่ชั้นหนังตาใหม่การดูแลหลังการผ่าตัดควรนอนหัวสูงในช่วง 2-3 วันแรก และประคบด้วยความเย็นบ่อยๆ ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด ใส่ขี้ผึ้งเคลือบแผลพร้อมกันยาแก้อักเสบตามคำสั่งแพทย์ หลังจากนั้นมาพบแพทย์เพื่อตรวจแผล และตัดไหมตามนัด แผลผ่าตัดโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะหายสนิท สามารถแต่งหน้า ทาตาได้ชั้นตาที่ทำใหม่จะดูสวยงาม และยุบบวมจนหายสนิทในเวลาประมาณ 1-3เดือนขึ้นไป
http://www.i-sayhi.com/surgical/surgical-surgical.php
การผ่าตัดทำตาสองชั้นเป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน หลังการผ่าตัดเสร็จคุณสามารถกลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นมีด้วยกันสองวิธีคือ1. การผ่าตัดโดยการกีดชั้นของตา2. การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตาการผ่าตัดด้วยการกีดชั้นหนังตานั้นเป็นการผ่าตัดโดยใช้มีดผ่าตัด ส่วนการกรีดบนผิวหนังที่เปลือกตาจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด รวมทั้งปริมาณผิวหนัง ไขมัน ที่ต้องการเอาออกด้วย เมื่อเย็บปิดแผลที่กรีดนั้น ก็จะการสร้างหนังตาขึ้นใหม่เป็นตา 2 ชั้นการเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา ใช้ได้สำหรับผู้ที่มีเปลือกตาชั้นเดียว ที่ไม่มีไขมันมากและหนังตาไม่หย่อนตกลงมากเกินไป การทำตา 2 ชั้น ก็เพียงแต่เย็บร้อยไหมเข้าไปที่เปลือกตา อาจจะเป็น 2 จุด หือ 3 จุดก็ได้
ในขั้นตอนการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นนั้น ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที โดยศัลยแพทย์ตกแต่งจะมีขั้นตอนการผ่าตัดง่ายๆคือ1.แพทย์อาจให้คุณรับประทานยาคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณหนังตาบน คุณจะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด2. แบ่งชั้นเปลือกตาตามที่วัดไว้ หรือ ตามความต้องการและความเหมาะสมกับผนังเปลือกตา หากมีไขมันส่วนเกินบริเวณเปลือกตา ก็จะตัดไขมันส่วนเกินและผิวหนังเปลือกตาที่บริเวณนั้นออกบางส่วน3. รอยมีดที่กรีดสูงงประมาณ 5 มิลลิเมตร หรือมากกว่านั้น ถ้าต้องการชั้นตาหนาใหญ่ จากนั้นจะทำการเย็บกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตา (Levator Muscle) แล้วดึงผิวหนังตาให้พับตัวขึ้นกลายเป็น 2 ชั้น ตามที่ต้องการ4. แล้วแพทย์ก็ทำการเย็บในบริเวณที่กรีดด้วยไหมเส้นเล็กมาก รอยกรีดหลังการผ่าตัดตา 2 ชั้นนั้นจะซ่อนอยู่ในชั้นตาที่สร้างข้นใหม่5. หลังการผ่าตัดแพทย์จะให้คนไข้นอนพักเพื่อสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อจะช่วยให้แผลหายเร็ว1. ควรประคบเย็นที่บริเวณน้าผากและรอบดวงตา ในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด2. หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ให้เริ่มทายาขี้ผึ้งเคลือบแผลตามแพทย์สั่งที่บริเวณแผลตรงเปลือกตา3. รับประทานยาแก้อักเสบและยาลดบวม หากปวดสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้4. หลังการผ่าตัด 3 วัน ก็เริ่มล้างหน้าได้ตามปกติ5. กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมตามที่แพทย์ได้นัด6. อาการบวมหลังการผ่าตัดจะมีอยู่ประมาณ 3 วัน ยุบบวมในวันที่ 4 ไปเลื่อยๆ เห็นชั้นดวงตาสวยงามในสัปดาห์ 4 พบผลข้างเคียงได้บ้าง เช่น มีอาการฟกช้ำซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ รอยฟกช้ำก็จะหายไปหมด ตาสองชั้นไม่เท่ากัน มักจะต่างกันไม่มากนัก ซึ่งหลังการผ่าตัดในระยะแรกอาจจะมีการบวมที่ไม่เท่ากันได้ ต้องให้อาการยุบบวมหายเป็นปกติก่อน จึงจะทำให้ชั้นตาที่เท่าๆกัน http://www.drwim-plasticsurgery.com/Upper%20Eyelid%20Surgery-t.htm
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ”ดวงตาเป็นสื่อที่บ่งบอกความหมายในใจของทุกคนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณกำลังดีใจ เสียใจ โกรธ เกลียด หรือกาลังตกหลุมรักก็ตาม ดวงตาจะบ่งบอกได้อย่างชัดเจน ตังนั้นดวงตาจึงเป็นจุดหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่มีดวงตาที่กลมโต คมเข้ม สวยซึ้ง และมีเปลือกตาที่มองเห็นเป็น 2 ชั้นชัดเจน นับเป็นผู้ที่มีเสน่ห์ชวนมอง และเป็นที่อิจฉานิด ๆ ของบรรดาสาวตาชั้นเดียวที่ตาไม่มีเล่าเต๊ง ทั้งหลาย เพราะคุณเธอจะถูกเพื่อน ๆ ล้อเสมอเวลาที่ยิ้มตาปิดมิดจนมองไม่เห็นลูกนัยน์ตา ทำให้เจ็บใจนักผู้ที่มีหนังตาตก หรือผู้ที่ไม่พอใจในชั้นตาที่มีอยู่ว่า คุณสามารถที่จะแก้ไขให้มีตา 2 ชั้นสวยใสได้ โดยการรักษาด้วยการผ่าตัดทำตา 2 ชั้น ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ยุ่งยากและปลอดภัยครับเมื่อคุณตัดสินใจที่จะมีตา 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความสวยงามของดวงตาและใบหน้า คุณก็ควรมีการวางแผนและเตรียมตัวให้พร้อมประการแรกเลย คุณต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยเฉพาะ เพื่อปรึกษาและสอบถามถึงข้อมูลที่คุณควรทราบอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการที่จะทำตาลองชั้นอีกครั้ง แพทย์จะพิจารณาจากลักษณะของหนังตาเดิมของคุณ และสอบถามถึงความต้องการของคุณว่า คุณต้องการชั้นตาลักษณะไหน กว้างขึ้นแค่ไหน คุณอาจถือรูปของดาราที่คุณคิดว่าตาสวยไปประกอบให้แพทย์ดูด้วยก็ได้ ขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ เพราะความต้องการและคาดหวังไว้ในใจของคุณกับของแพทย์อาจไม่ตรงกัน ดังนั้นจึงต้องคุยกันให้เข้าใจถูกต้องก่อน หลังจากนั้นแพทย์จะจัดลักษณะของชั้นตาใหม่ หลังการผ่าตัดให้คุณดูก่อน โดยแพทย์จะใช้ไม้เล็ก ๆ คล้ายไม้จิ้มฟันช่วยในการจัดลักษณะชั้นตาใหม่ให้คุณดูว่าหลังผ่าตัดแล้วดวงตาของคุณจะมีชั้นตาแบบใด เป็นแบบนี้ถูกต้องตามความต้องการของคุณมั้ย ถ้าโอเคแล้วจากนั้นแพทย์ก็จะพิจารณาลักษณะของชั้นตาและเปลือกตาของคุณว่า มีลักษณะบางหรือหนา เพราะถ้าหากว่ามีเปลือกตาที่หนา จากไขมันสะลมจนทำให้หนังตาตกมาปิดหรือรบกวนการมองเห็นของคุณ ก็ต้องมีการนำไขมันส่วนเกินดังกล่าวบนเปลือกตาออกด้วยในวันที่คุณมาพบแพทย์ถ้าหากคุณตัดสินใจจะทำตา 2 ชั้น ในวันนั้น คุณควรนำแว่นตากันแดดไปด้วย เพื่อใช้อำพรางดวงตาหลังการผ่าตัด และช่วยป้องกันฝุ่นด้วย และควรจะชวนใครไปเป็นเพื่อน หรือให้ใครไปรับเพื่อพากลับบ้านด้วย เพราะการผ่าตัดตา 2 ชั้น เป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน หลังการผ่าตัดเสร็จคุณสามารถกลับบ้านได้เลย โดยไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล แต่คุณอาจจะยังใช้สายตาได้ไม่สะดวกนัก จึงไม่ควรที่จะขับรถด้วยตัวเองนะครับหลายคนคงอยากทราบว่า ในการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นเนี่ย แพทย์เขาทำกันอย่างไรบ้าง หมอจะขออธิบายง่าย ๆ ให้เข้าใจดังนี้โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดทำตา 2 ชั้น มีด้วยกันสองวิธีคือ1. การผ่าตัดโดยการกรีดชั้นของหนังตา2. การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตาความแตกต่างของสองวิธีนี้ ก็คือ การผ่าตัดด้วยวิธีการกรีดชั้นหนังตา นั้นเป็นการผ่าตัดโดยการใช้มีดผ่าตัด หรือใช้แสงเลเซอร์ กรีดเปิดผิวหนังตาตั้งแต่หัวตาไปจนถึงหางตา ซึ่งตำแหน่งของรอยกรีดโดยมากแล้วก็เป็นตำแหน่งของชั้นตาที่คนไข้ต้องการ การผ่าตัดแบบธรรมดาด้วยมีดผ่าตัด ร่วมกับการใช้ปลายเข็มไฟฟ้าที่มีปลายคมมาก เป็นวิธีที่แพทย์ มักนิยมใช้ ส่วนการกรีดลงบนผิวหนังที่เปลือกตาจะยาวมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่เทคนิคการผ่าตัด รวมทั้งปริมาณผิวหนัง ไขมัน ที่ต้องเอาออกด้วย หากมีผิวหนังหรือไขมันมากแผลก็ต้องยาวหน่อย หากมีไขมันน้อยหรือไม่ต้องเอาออกเลยแผลก็สั้นลง เมื่อเย็บปิดแผลที่กรีดนั้นก็จะมีการสร้างชั้นหนังตาขึ้นใหม่เป็นตา 2 ชั้นส่วนวิธีที่สองคือ การเย็บชั้นโดยไม่ต้องกรีดหนังตา เป็นวิธีที่ใช้ได้ลำหรับผู้ที่มีลักษณะเปลือกตาชั้นเดียวที่ไม่มีไขมันมากและหนังตาไม่หย่อนตกลงมากเกินไป เนื่องจากไม่สามารถเอาไขมันและผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วยได้ การทำตาสองชั้นก็เพียงแต่เย็บร้อยไหมเข้าไปที่เปลือกตา อาจจะเป็นสองจุดหรือสามจุดก็ได้ ดังนั้นเราจะเห็นโฆษณาอยู่เรื่อย ๆ ว่าทำตาสองชั้นแผลหายภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งวิธีนี้เป็นการผ่าตัดโดยวิธีร้อยไหมอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ไหมที่ร้อยไว้อาจหลุดได้ หรือบางครั้งจะเป็นจุดบุ๋มอยู่ช่วงหนึ่ง บางครั้งก็เลยดูไม่ค่อยจะธรรมชาติเท่าไหร่ แต่มีข้อดีคือ มีอาการบวมไม่มากนัก และไม่ต้องมาคอยระวังเรื่องแผล เพราะเป็นจุดเย็บที่เปลือกตาเท่านั้น
ในขั้นตอนการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นนั้น จะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที โดยศัลยแพทย์ตกแต่งจะมีขั้นตอนการผ่าตัดง่าย ๆ คือ1. ก่อนการผ่าตัดแพทย์อาจจะให้คุณรับประทานยาคลายกังวล จากนั้นจึงฉีดยาชาบริเวณหนังตาด้านบนคุณจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างผ่าตัด2. จากนั้นแพทย์จะแบ่งชั้นเปลือกตาตามตำแหน่งที่วัดไว้ หรือตามความต้องการและความเหมาะสมกับผนังเปลือกตา หากมีไขมันส่วนเกินที่บริเวณเปลือกตา ก็จะตัดไขมันส่วนเกินและผิวหนังเปลือกตาที่บริเวณนั้นออกบางส่วน3. รอยมีดที่กรีดจะสูงประมาณ 5 มิลลิเมตร หรือมากกว่านั้น ถ้าหากต้องการชั้นตาหนาใหญ่ จากนั้นจะทำการเย็บกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตา (Levator Muscle) แล้วดึงผิวหนังตาให้พับตัวขึ้นกลายเป็น 2 ชั้น ตามที่ต้องการ4. แล้วแพทย์ก็ทำการเย็บในบริเวณที่กรีดด้วยไหมเส้นเล็กมาก เพื่อให้เห็นรอยเย็บน้อยที่สุด ส่วนรอยกรีดหลังการผ่าตัดตา 2 ชั้น นั้นจะซ่อนอยู่ในชั้นตาที่สร้างขึ้นใหม่ จึงทำให้ไม่เห็นรอยแผลใด ๆ เวลาลืมตาตามปกติ5. หลังการผ่าตัดแพทย์จะให้คนไข้นอนพักเพื่อสังเกตอาการที่โรงพยาบาล อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อดูความผิดปกติหลังการผ่าตัด และบาดแผล จึงจะสามารถให้เดินทางกลับบ้านได้หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดทำตา 2 ชั้นสมดังใจแล้ว แพทย์ก็จะแนะนำการปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น คือ1. ควรประคบเย็นที่บริเวณหน้าผากและรอบดวงตา ในช่วง 2 วันแรกหลังผ่าตัด โดยบรรจุน้ำแข็งในถุงพลาสติกที่สะอาดแล้วหุ้มด้วยผ้าขนหนูสะอาดอีกชั้นหนึ่ง นำมาประคบบริเวณดวงตาเพื่อบรรเทาอาการบวมและช่วยห้ามเลือดซึม ยิ่งขยันประคบด้วยความเย็นมากเท่าไร ก็จะช่วยบรรเทาให้อาการบวมนั้นยุบเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น2. หลังการผ่าตัด 24 ชั่วโมง ให้เริ่มทายาขี้ผึ้งเคลือบแผลตามแพทย์สั่งที่บริเวณแผลตรงเปลือกตา3. รับประทานยาแกอักเสบและยาลดบวมตามที่แพทย์จัดให้หากมีอาการปวดก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้4. หลังการผ่าตัด 3 วัน คุณก็เริ่มล้างหน้าได้ตามปกติ และควรใช้น้ำอุ่น เพื่อจะได้ล้างทำความสะอาดใบหน้าได้ง่ายขึ้น5. หากต้องการทำความสะอาดบริเวณแผลที่ดวงตา สามารถทำได้โดยใช้สำลีก้อนชุบน้ำอุ่นที่สะอาดเช็ดเบา ๆ บริเวณแผลที่เปลือกตา แล้วจึงค่อยทายาครีม หรือขี้ผึ้งยาปฏิชีวนะ ตามที่แพทย์จัดให้6. หลังการผ่าตัด ให้กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมตามที่แพทย์ได้นัดไว้ ตามปกติจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน7. กรณีที่ปกติคุณใส่คอนแทคเลนส์อยู่ ก็ควรเปลี่ยนไปสวมแว่นตาแทนในช่วงสัปดาห์แรก หรือจนกว่าจะหายบวม เพราะถ้าใส่คอนแทคเลนส์จะต้องดึงที่เปลือกตา ซึ่งจะทำให้แผลผ่าตัดที่เย็บไว้เปิดแยกจากกันได้8. อาการบวมหลังผ่าตัดจะมีอยู่ประมาณ 3 วัน และเริ่มยุบบวมในวันที่ 4 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายสนิท และเห็นชั้นดวงตาที่สวยงามในสัปดาห์ที่ 4 ทั้งนี้ คุณสามารถทำงานได้ตามปกติ หลังจากการผ่าตัด 3 วันบางคนอาจถามหมอว่า ทำตา 2 ชั้น แล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรหรือเปล่า?หมอขอตอบอย่างนี้นะครับ ในการทำตา 2 ชั้นก็อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง เช่น มีอาการฟกช้ำ ซึ่งถือเป็นเรืองปกติ แต่จะเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ซึ่งในการผ่าตัดก็ต้องมีอาการ ฟกช้ำบวมเป็นธรรมดา แต่หากคุณดูแลได้อย่างถูกต้อง เพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ รอยฟกช้ำก็จะหายไปหมดเกลี้ยงไม่เหลือร่องรอยให้สังเกตได้อีกเรื่องคือ ชั้นตาไม่เท่ากันบางคนก็ถึงกับมาโวยวายกับหมอว่าผ่าตัดแล้วทำไมชั้นตาไม่เท่ากัน จริง ๆ โดยธรรมชาติแล้วคงไม่มีใครมีอวัยวะสองข้างเท่ากันเปี๊ยบ แต่มักจะต่างกันไม่มากนัก เช่นเดียวกับตา 2 ชั้น ซึ่งหลังการผ่าตัดในระยะแรกอาจจะมีการบวมที่ไม่เท่ากันได้ จึงทำให้ชั้นตาดูต่างกันหรือสูงไม่เท่ากันได้ หากเราเข้าใจถึงธรรมชาติของเนื้อเยื่อว่าต้องให้อาการยุบบวมหายเป็นปกติก่อน คุณจึงจะได้ชั้นตาที่เท่า ๆ กัน และสวยสมใจในที่สุด ดังนั้นคุณจึงต้องใจเย็น ๆ และหมั่นดูแลตัวเอง พร้อมทั้งปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำในปัจจุบัน การผ่าตัดทำตา 2 ชั้นเป็นที่นิยมมากสำหรับผู้หญิง และมีผู้ชายอีกไม่น้อยที่มาทำกัน การผ่าตัดทำตา 2 ชั้น จะทำให้คุณได้ชั้นตาใหม่ที่สวย มีดวงตาที่กลมโตขึ้น ส่งเสริมให้ใบหน้าของคุณสวยแปลกแตกต่างจากเดิม และที่สำคัญตาทั้ง 2 ชั้นจะอยู่กับคุณถาวรตลอดไป ในทางการแพทย์พบได้ไม่บ่อยนักว่าชั้นของตามีการเลือนหายไป มีเพียงขนาดของชั้นตานั้นมีโอกาสจะเล็กลงได้ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น หรือจากความหย่อนยานของผิวหนังเปลือกตา ร่วมกับการหย่อนลงของส่วนอื่น ๆ เช่น คิ้ว หน้าผาก เป็นต้น แต่ก็เป็นเวลาหลายๆ ปี หรือหลายสิบปีขึ้นไป คุณจึงสบายใจได้ว่าความสวยจะคงอยู่คู่คุณไปอีกนานข้อมูลจาก http://women.sanook.com/beauty/surgery/surgery_16603.php
http://www.eye2thailand.com
ขอขอบคุณ : www.jabchai.com




วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

น้ำตก


น้ำตกเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ ของผืนป่า ตาน้ำเล็ก ๆ ที่ซึมขึ้นมาจากพื้นดิน ค่อย ๆ ไหลรวมกันเป็นธารน้ำ ผ่านพื้นที่ต่างระดับ แผ่กว้างเป็น ม่านน้ำสีขาว ตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง เป็นธารน้ำใสที่ให้ ความชุ่มชื่นแก่สิ่งมีชีวิตในป่า และรวมตัวกันเป็นสายน้ำ ใหญ่มาหล่อเลี้ยงผู้คนให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ หากน้ำตก เหือดแห้งไป เพราะสาเหตุที่ป่าไม้ถูกทำลาย ไม่มีต้นไม้ที่ ช่วยดูดซับน้ำ พื้นดินแห้งแล้ง ตาน้ำที่เคยไหลรินอยู่ ตลอดมาก็จะพลอยแห้งหายไปด้วย ขอให้เยาวชนรุ่น ใหม่ที่มีแต่ความห่วงใยธรรมชาติ ช่วยกันดูแลรักษาป่า อันเป็นต้นน้ำลำธารไว้ เพื่อเราจะได้มีน้ำตกสวยๆ ให้น้องๆ รุ่นหลังชื่นชม และให้เป็นสมบัติของโลกสืบไป
ททท. ได้รวบรวม 10 ยอดน้ำตกงดงามของเมืองไทยมาไว้ให้พวกเรา ได้ใช้เป็นข้อมูล เพื่อเตรียมตัวเที่ยว น้ำตกกันในหน้าร้อน และหน้าฝน หรือแม้แต่หน้าหนาวที่หมุนเวียนกันมาตลอด
ปี

ภูเขาฟูจิ


ภูเขาฟูจิ (ญี่ปุ่น: 富士山 Fuji-san ฟุจิซัง ?) เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ราว 3,776 เมตร (12,388 ฟุต) ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดชิซึโอะกะ และจังหวัดยะมะนะชิ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดโตเกียว โดยในวันที่อากาศแจ่มใสสามารถมองเห็นจากโตเกียวได้ ในปัจจุบันภูเขาได้ถูกจัดโดยนักวิทยาศาสตร์อยู่ในลักษณะของภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุต่ำ โดยภูเขาไฟระเบิดครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2250 (ค.ศ. 1707) ใน ยุคเอโดะ
ภูเขาฟูจิ มีชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า "ฟุจิซัง" ซึ่งในหนังสือในสมัยก่อนจะถูกเข้าใจผิดเรียกว่า ฟุจิยะมะ (ฟูจิยาม่า) เนื่องจากตัวอักษรคันจิตัวที่ 3 (山) ที่สามารถอ่านได้สองแบบ ทั้ง ยะมะ และ ซัง
[แก้] ประวัติ
เชื่อว่ามีผู้ปีนเขาฟูจี ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1206 โดยนักบวชท่านหนึ่ง และในช่วงระหว่างนั้นจนถึงยุคเมจิ ภูเขาฟูจิได้ชื่อว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งห้ามผู้หญิงขึ้นเขา โดยในปัจจุบันภูเขาฟูจิเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ภูเขาฟูจิได้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้จากในงานเขียนหรือภาพวาดต่างๆ โดยเฉพาะภาพวาดของ โฮะกุไซ ที่มีให้เห็นในวรรณกรรมญี่ปุ่นและกาพย์กลอนที่สำคัญมากมาย
ภูเขาฟูจิยังเป็นฐานทัพของซามูไรต่างๆมากมายจากยุคอดีต เป็นที่ฝึกฝน ซึ่งในปัจจุบัน ฐานทัพหนึ่งของกองทหารญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณตีนเขาฟูจิ

ซูชิ


ซูชิ (ญี่ปุ่น: 寿司 sushi และมีการเขียนหลายแบบ ได้แก่ すし、鮨、鮓、寿斗、寿し、壽司 ?) หรือ ข้าวปั้นมีหน้า เป็นอาหารญี่ปุ่น ที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิ (寿司飯, ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู) และมีหน้าแบบต่างๆเป็นหน้า ที่นิยมได้แก่ อาหารทะเล ผัก ไข่ เห็ด เนื้อที่นำมาใช้อาจจะเป็นเนื้อดิบ หรือ เนื้อที่ผ่านกระบวนการทำอาหารแล้ว สำหรับในประเทศอื่น
ซูชิ หมายถึง การรวมกันระหว่างปลากับข้าว ซูชิมีวิวัฒนาการมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วซึ่งเกิดจากความต้องการถนอมอาหารของคนญี่ปุ่น
"ซูชิ" นิยมหมายถึง นิงิริซูชิ ที่เป็นข้าวมาอัดเป็นก้อนและมีเนื้อปลาวางบนด้านหน้าเท่านั้น
เกาหลี โรแมนติก 5 วัน

นำท่านเดินทางสู่ประเทศเกาหลี ประเทศที่มีภูมิประเทศงดงาม ดำรงวัฒนธรรมเก่าแก่ ตามรอยซีรีย์เกาหลีชื่อดัง Winter Love Song ให้ท่านสนุกสนานกับสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีเป็นที่นิยม ชมวิธีการทำกิมจิ อาหารขึ้นชื่อของเกาหลี พร้อมช้อปปิ้งตลาดเมียงดง เดินทางโดยสายการบินไทย
ขอขอบคุณ : www.nalueng.com

NIKE




ไนกี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในเรื่องเทคโนโลยี และความหลงใหลในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ อยู่เสมอ ล่าสุด ส่ง “ไนกี้ โปร” สุดยอดนวัตกรรมเสื้อผ้าที่เปรียบเหมือน “อาวุธลับ” ของนักกีฬาระดับโลก อาทิ ราฟาเอล นาดาล, คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ และฟาบิโอ คานาวาโร่

มิกซ์แอนด์แมตช์รับลมหนาว


ฤดูหนาวใกล้มาเยือน สาวๆ คงได้แต่งตัวสนุกสนานมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้แฟชั่นกูรูจากหลากแบรนด์ดังมาร่วมแนะเคล็ด (ไม่) ลับในการแต่งกายรับออทั่ม/วินเทอร์ ภายใต้แนวคิด รันเวย์ ทู เรียลเวย์สุพิชชา ชีวมงคล จากแมงโก บอกว่า เสื้อของแมงโกฤดูกาลนี้ได้รับอิทธิพลจากยุค 80 มีความอ่อนหวานแบบผู้หญิงโดยสีมาแรงคือ ดำ เทา น้ำเงิน และน้ำตาล เสื้อผ้าหนึ่งชิ้นอาจแต่งได้หลายลุค ขึ้นอยู่กับการหยิบมาแมตช์ให้เข้ากัน เช่น ยีนสกินนี่หนึ่งตัว หากใส่กับเสื้อดำและแจ๊กเกตหนังประดับหมุดจะดูลุคแบบร็อก แต่ถ้าใส่กับเสื้อท่อนบนตัวยาวประดับเลื่อมจะเป็นแบบแกลมได้ด้าน ชัญญา ปวีณเมธา จากโปรโมด บอกว่าเสื้อผ้าของโปรโมดเน้นความเป็นหญิงในธีมทุนดร้า คือการใช้ลายพื้นเมืองมาประกอบ ซึ่งสีมาแรงคือแดง น้ำเงิน น้ำตาลทอง เครื่องประดับจะเป็นสีทอง โดยเทคนิคการจับคู่ไม่ยาก ให้เลือกสีพื้น เช่น ดำ เบส คุมโทนรวมไว้ และเลือกเครื่องประดับสีสดใส ไม่ว่าจะเป็นสร้อย เข็มขัด มาใส่ทำให้ดูลุคแตกต่างไป
ส่วนคาสโตร เพชรรัชต์ กันยาบาล แนะนำว่าการแต่งตัวให้มิกซ์แอนด์แมตช์ลงตัวนั้น ให้ดูที่ภาพรวมของเสื้อผ้าที่นำมาจับคู่ทั้งหมดเป็นหลัก อย่างเสื้อ ของคาสโตรเองสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ง่าย เช่นกลางวันใส่ชุดนาอีฟเพลย์กราวด์ แล้วใส่เสื้อแจ๊กเกตแบบมิดไนท์ทับเวลาออกท่องราตรี
เพียงแค่นี้ก็สามารถจับคู่ชุดเก่งมาสวยอินเทรนด์รับหนาวได้แล้ว
ขอขอบคุณ : http://women.sanook.com

ส้มตำ

ส้มตำแบบต่างๆ
ส้มตำไทย ไม่ใส่ปูและปลาร้า แต่ใส่กุ้งแห้งและถั่วลิสงคั่วแทน รสชาติออกหวานและเปรี้ยวนำ บางถิ่นอาจใส่ปูดองเค็มด้วย เรียกว่า ส้มตำไทยใส่ปู
ส้มตำปู ใส่ปูเค็มแทนกุ้งแห้งและถั่วลิสงคั่ว รสชาติออกเค็มนำ
ส้มตำปลาร้า ใส่ปลาร้าแทนกุ้งแห้ง นิยมรับประทานกันมากในภาคอีสาน
ตำซั่ว ใส่ทั้งเส้นขนมจีนและเส้นมะละกอ นิยมรับประทานกันมากในภาคอีสาน
ตำป่า ใส่ผักหลายชนิด เช่น ผักกระเฉด ผักกาดดอง ปลากรอบ ถั่วลิสง ถั่วงอก ถั่วฝักยาว รวมถึงหอยแมลงภู่ จะนิยมรับประทานในภาคอีสาน
ตำโคราช ใส่เครื่องปรุงผสมระหว่างส้มตำไทยและส้มตำปลาร้า คือใส่ทั้งกุ้งและปลาร้า
ส้มตำไข่เค็ม ใส่เครื่องปรุงผสมระหว่างส้มตำไทยและไข่เค็ม ไม่ใส่ปูดอง ทำให้ส้มตำมีน้ำข้น รสชาติกลมกล่อมพอดี เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบส้มตำเผ็ดจัด
นอกจากนี้ ยังมีบางที่ นำเอาผักหรือผลไม้ดิบ อย่างเช่น มะม่วงดิบ ใส่แทนมะละกอดิบ เรียกว่า "ตำมะม่วง," กล้วยดิบ เรียกว่า "ตำกล้วย," แตงกวา เรียกว่า "ตำแตง," ถั่วฝักยาว เรียกว่า "ตำถั่ว," และแครอทดิบ เป็นต้น ถ้าใช้ผลไม้หลายๆ อย่างเรียกว่า ตำผลไม้
นอกจากนี้ยังมีการใส่วัตถุดิบอย่างอื่นลงไป เช่น ใส่ปูม้าเรียกว่า ส้มตำปูม้า ใส่หอยดองเรียกว่า ส้มตำหอยดอง

อ้างอิง
^ Gervaise 1688, la Loubere 1693.
Gervaise, Nicolas (1989, originally published 1688) The Natural and Political History of the Kingdom of Siam. Bangkok. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร
จดหมายเหตุลาลูแบร์ พงศาวดารสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์, ผู้แปล
[ซ่อน]
อาหารไทยยอดนิยม
อาหารจานเดียว
หมี่กรอบเนื้อผัดพริกผัดขี้เมาผัดซีอิ๊วผัดไทยราดหน้าข้าวผัดข้าวซอยข้าวผัดอเมริกันโจ๊กขนมจีนข้าวมันไก่ก๋วยเตี๋ยว
อาหารประเภทกับข้าว
ต้มยำต้มข่าไก่ผัดขิงไข่ยัดไส้แกงเผ็ดแกงเขียวหวานแกงกะหรี่แกงมัสมั่นพะแนงเนื้อ
อาหารอีสานและลาว
ส้มตำ • ลาบไก่ย่างข้าวเหนียวปลาร้าน้ำตก
อาหารประเภทของว่างและของหวาน
กะหรี่ปั๊ปสะเต๊ะขนมเบื้อง
ส่วนประกอบอาหารไทย/เครื่องปรุงรส
ข้าวหอมมะลิพริกขี้หนูน้ำปลาน้ำพริกกะปิ
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B3".

กิมจิ 김치


กิมจิ (เกาหลี: 김치, MC: Gimchi, MR: Kimch'i) มีข้อสันนิษฐานกันว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "ชิมเช" ((เกาหลี: 침채, ฮันจา: 沈菜, MC: chimchae, MR: ch'imch'ae) ที่แปลว่าผักดองเค็ม กิมจิเป็นอาหารเกาหลีประเภทผักดองที่อาศัยภูมิปัญญาก้นครัวของชาวเกาหลี ด้วยการหมักพริกสีแดงและผักต่างๆ โดยทั่วไปจะเป็นผักกาดขาว ชาวเกาหลีนิยมรับประทานกิมจิเกือบทุกมื้อ และยังนำไปปรุงเป็นส่วนประกอบอาหารอีกหลายอย่าง เช่น ข้าวต้ม ข้าวสวย ซุป ข้าวผัด สตู บะหมี่ จนถึงพิซซาและเบอร์เกอร์ ปัจจุบันกิมจิมีมากกว่า 187 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นฉุน แม้ปัจจุบันมีบริษัทอาหารผลิตกิมจิสำเร็จรูปหรือแบบสดขายตามห้างสรรพสินค้าก็ตาม แต่ชาวเกาหลีก็ยังนิยมทำกิมจิกินเองที่บ้าน




ประวัติ
จุดเริ่มต้นของกิมจิ
เป็นที่เชื่อกันว่าการทำกิมจิเป็นการดองผักที่ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7 ในยุคนั้นช่วงฤดูหนาวในประเทศเกาหลี จะมีอากาศหนาวจัดไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ชาวเกาหลีจึงคิดวิธีการถนอมอาหารขึ้น เพื่อมาทดแทนผักสดที่หาได้ยาก หนึ่งในนั้นคือการทำผักดองเค็มด้วยเกลือหมักในไหแล้วนำไปฝังดิน จึงเป็นจุดกำเนิดของกิมจิในยุคสมัยต่อมา[1]
กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียว
มีการค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับกิมจิจากตำรายารักษาโรคทางภาคตะวันออกของประเทศที่เรียกว่า "ฮันยักกูกึบบัง" (Hanyakgugeupbang) ในตำรากล่าวถึงกิมจิอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกคือหัวผักกาดฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลืองเรียกว่า "กิมจิ-จางอาจิ" (Kimchi-jangajji) ชนิดที่สองใช้หัวไชโป๊เรียกว่า "ซุมมู โซกึมชอลรี" (Summu Sogeumjeori) เป็นที่เชื่อกันว่าได้มีการปรับปรุงรสชาติของกิมจิให้จัดจ้านขึ้น อีกทั้งเริ่มได้รับความนิยมว่าเป็นอาหารแปรรูปจึงเริ่มมีการทำกิมจิตลอดทั้งปีโดยไม่กำจัดเฉพาะช่วงฤดูหนาวเหมือนก่อน ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรโคเรียวนี้
กิมจิในสมัยโชซอน
เล่ากันว่ากิมจิที่มีในสมัยโชซอน ชาวบ้านจะใช้ผักใบเขียวมาดองกับเกลือหรือเกลือกับเหล้าเท่านั้นซึ่งเรียกว่ารสดั้งเดิม ในเวลาต่อมาช่วงต้นศตวรรษที่ 17 (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นรุกรานในปี พ.ศ. 2135) จึงเริ่มมีการนำเข้าผักจากต่างประเทศ ส่วนพริกแดงจากญี่ปุ่นนำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส พริกจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งในกิมจิหลังจากผ่านไปแล้ว 200 ปี ดั้งนั้นราวปลายสมัยราชวงศ์โชซอนสีของกิมจิจึงกลายเป็นสีแดง
ภายในราชสำนักโชซอนมีการทำกิมจิเพื่อใช้ถวายต่อกษัตริย์ในราชวงศ์โชซอนมีอยู่ด้วยกันสามชนิดได้แก่ "ชอทกุกจิ" (Jeotgukji) เป็นกิมจิที่ทำจากกะหล่ำปลีผสมกับปลาหมัก (ปลาหมักจะใช้เฉพาะคนชั้นสูงในสมัยนั้น) "คักดูกิ" (kkakdugi) เป็นกิมจิทำจากหัวผักกาด ส่วนชนิดสุดท้ายคือ "โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ" (Joseon massangsansik yorijebeop) เป็นกิมจิน้ำตำราอาหารของราชสำนักโชซอน โดยมีเรื่องเล่ากันว่ามีการทำกิมจิน้ำโดยมีลูกแพร์เป็นส่วนผสมใช้ทำก๋วยเตี๋ยวเย็นโดยเฉพาะ เพื่อทำถวายกษัตริย์โกชอง (Gojong) กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของโชซอน เพราะพระองค์ทรงโปรดก๋วยเตี๋ยวเย็นผสมในกิมจิน้ำพร้อมด้วยน้ำซุปเนื้อ
กิมจิในยุคปัจจุบัน
กิมจิเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับชาวเกาหลีดังนั้นเวลามีการเดินทางในต่างแดนก็ไม่ลืมที่จะพกกิมจิติดตัวไปด้วย กิมจิจึงได้เริ่มแพร่หลายในวงกว้างโดยช่วงแรกเริ่มเข้าไปในประเทศใกล้เคียงก่อนคือประเทศจีน รัสเซีย เกาะฮาวาย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นชาติแรกที่นำกิมจิเป็นเครื่องเคียงในอาหารของชาติตนเองโดยเรียกกิมจิของตนเองว่า คิมุชิ (Kimuchi) เพื่อให้เข้ากับการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่น และกิมจิชนิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงรสชาติให้เข้ากับอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น ต่อมากิมจิจึงเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ชาวต่างชาติในหลายประเทศ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และไทย

ตัวสัญลักษณ์กิมจิ
[แก้] ตัวสัญลักษณ์กิมจิ
ตัวสัญลักษณ์กิมจิสร้างขึ้นโดย องค์กรการค้าเกษตรกรรมและการประมงประเทศเกาหลี (Korea Agro-Fisheries Trade Corporation) เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2543 เพื่อส่งเสริมกิมจิแท้จากประเทศเกาหลี และสร้างความแตกต่างระหว่างกิมจิเกาหลีและกิมจิญี่ปุ่น (Kimuchi) ให้ชัดเจนขึ้น ตัวสัญลักษณ์กิมจินี้พบได้เฉพาะกิมจิแท้ของประเทศเกาหลี ซึ่งต้องทำและผลิตจากวัตถุดิบในประเทศเกาหลีเท่านั้น โดยตัวสัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศเกาหลี และอีกหลายเมืองหลายประเทศทั่วโลกได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ฝรั่งเศส สเปน สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมัน แคนาดา นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ เปรู และประเทศไทย
[แก้] กิมจิชนิดต่างๆ
วัตถุดิบในการทำกิมจิโดยทั่วไปแล้วจะเป็นผักกาดขาว (Chinese cabbage, 배추, baechu) หัวผักกาด (radish, 무, mu) กระเทียม (garlic, 마늘, maneul) พริกแดง (red pepper, 빨간고추, ppalgangochu) หัวหอมใหญ่ (spring onion, 파, pa) ปลาหมึก (squid, 오징어, ojingeo) กุ้ง (shrimp) หอยนางรม (oyster, 굴, gul) หรืออาหารทะเลอื่นๆ ขิง (ginger, 생강, saenggang) เกลือ (salt, 소금, sogeum) และน้ำตาล (sugar, 설탕, seoltang)
กิมจิมีมากมายหลายชนิดจากเอกสารของพิพิธภัณฑ์กิมจิในเมืองโซล (The Kimchi Field Museum in Seoul) กิมจิมีมากกว่า 187 ชนิดโดยจะแตกต่างกันตามถิ่นและสภาพอากาศ ตัวอย่างเช่นกิมจิหัวผักกาด (깍두기, kkakdugi) เป็นหัวผักกาดล้วนไม่มีผักกาดขาวผสม กิมจิแตงกวายัดไส้ (오이소배기,oisobaegi) และกิมจิผักกาดขาวที่ถือว่าเป็นกิมจิที่รู้จักกันมากที่สุดในนานาชาติ ซึ่งจะเป็นการผสมผักกาดขาว พริกแดง กระเทียม ขิง และน้ำซุบจากปลากะตัก (젓갈, jeotgal) เข้าด้วยกันซึ่งผักกาดขาวควรจะเป็นผักกาดขาวจีน (Chinese cabbage) จึงจะได้กิมจิที่มีรสชาติดีและจัด หากทำจากผักกาดขาวชนิดอื่นจะทำให้กิมจิมีรสชาติที่อ่อนลง
[แก้] สุขภาพ
กิมจิถูกจัดเป็นหนึ่งในห้าอาหารสุขภาพโดยเฮลท์แม็กกาซีน (Health Magazine) โดยให้เหตุผลว่ากิมจิอุดมด้วยวิตามิน ช่วยในการย่อยอาหาร และอาจจะช่วยรักษาโรคมะเร็ง สรรพคุณในกิมจิได้มาจากหลายปัจจัยเพราะว่ากิมจิทำมาจากผักกาดขาว หัวหอม และกระเทียม ผักทั้งสามอย่างนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ กิมจิยังมีโปรไบโอติกส์แลคโตแบซิลลัสที่ให้กรดแลคติก (Lactic acid) หลังจากการหมักเหมือนในโยเกิร์ตด้วย อีกทั้งกิมจิมีพริกแดงเป็นส่วนผสมหลักซึ่งก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน
สรรพคุณที่มีประโยชน์ของกิมจิอาจจะเป็นโทษได้เช่นกัน มีการศึกษาความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 นักวิจัยชาวเกาหลีใต้เปิดเผยว่ามีความเสี่ยงถึงร้อยละ 50 ที่อาจจะเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งในกระเพาะถ้าบริโภคกิมจิมากเกินไป ดั่งอัตราการเป็นมะเร็งในกระเพาะของประชากรเกาหลี และญี่ปุ่นที่มีมากเป็นสองเท่าของประชากรในประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามแป้งฝุ่น และสารระคายเคืองในข้าวขาวในทั้งสองประเทศอาจจะเป็นสาเหตุทางอ้อมในการเกิดมะเร็งก็เป็นได้ แต่ในการศึกษาบางชิ้นนั้น อ้างว่าการบริโภคกิมจิมีส่วนช่วยในการลดการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร แม้กระนั้นก็มีการศึกษาบางชิ้นอีกเช่นกันที่อ้างว่ากิมจิ(ที่มีส่วนผสมเป็นหัวผักกาด)จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง และการบริโภคกิมจิเป็นจำนวนมาก ก็จะเป็นได้รับเกลือหรือน้ำปลาที่ใช้ในการหมักและปรุงรสเป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพขึ้นได้เช่นโรคความดันโลหิตสูง
[แก้] ปัญหาไข่ปรสิตในกิมจิ
ประเทศเกาหลีใต้นั้นนำเข้ากิมจิมากกว่าการส่งออกไปต่างประเทศ โดยนำเข้าจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ ในพ.ศ. 2548 พบว่ากิมจิจากประเทศจีนนั้นมีไข่ปรสิตเจือปนอยู่ ด้วยเหตุนี้เองทางรัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้มีการสั่งห้ามนำเข้ากิมจิจากประเทศจีน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการพิสูจน์ว่ากิมจิจากประเทศเกาหลีใต้เองบางส่วนก็พบการเจือปนของไข่ปรสิตเช่นกัน
[แก้] สัพเพเหระ
ส่วนใหญ่ชาวเกาหลีจะมีตู้เย็นสำหรับเก็บกิมจิโดยเฉพาะ เพราะว่ากิมจิมีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่ซึ่งอาจไปรบกวนรสชาติและกลิ่นของอาหารอื่นได้
เวลาถ่ายรูปชาวเกาหลีใต้ มักจะพูดคำว่า "กิมจิ" (ลากเสียงที่ตัวท้าย) ซึ่งเหมือนกับคนที่พูดภาษาอังกฤษมักจะใช้คำว่า "ชีส" (cheese)
เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะใช้น้ำกิมจิตอนก่อนพิธีแต่งงาน
[แก้] อ้างอิง
นิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่1 กันยายน 2549 คอลัมน์ เรื่องพิเศษ อาหารเกาหลี-ญี่ปุ่น...กินตามกระแสหรือกินเพื่อสุขภาพ
Korea National Tourism Organization History and development of Kimchi as Korean food.
^ http://www.kto.or.th/korea_food/korea_info.php?doc=korea_food_kimchi
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

วิกิตำรา มีคู่มือ ตำรา หรือวิธีการเกี่ยวกับ:กิมจิ

คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:กิมจิ
Korean traditional Kimchi(อังกฤษ)
Kimchi Field Museum, Seoul (อังกฤษ)
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B4".

แนวทางการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

แนวทางการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ดร.เฉลิม ฟักอ่อน)+โพสต์เมื่อวันที่ : 2 ก.พ. 2552
.....
ด้วยความเป็นห่วงโรงเรียนต้นแบบ และโรงเรียนที่มีความพร้อมในการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 จะขยับไม่ทันเดือน พ.ค.2552 ซึ่งต้องใช้หลักสูตรแล้ว ดร.เฉลิม ฟักอ่อน ศึกษานิเทศก์ สพท.ลำพูน เขต 1 ได้สังเคราะห์เฉพาะสิ่งที่จำเป็นในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา สำหรับโรงเรียนดังกล่าว และการเตรียมการจัดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้เป็นหน่วยการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค Backward Design และได้กรุณาส่งมาให้ครูบ้านนอกดอทคอม ได้เป็นสื่อกลางเผยแพร่ความรู้นี้ หวังว่าท่านคงจะนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการได้ และครูบ้านนอกดอทคอม ขอขอบพระคุณ ดร.เฉลิม ฟักอ่อน มา ณ ที่นี้ด้วย
ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ 293/2551 เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 กำหนดให้สถานศึกษา ในสังกัด จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 1. โรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตรและโรงเรียนที่มีความพร้อมตามรายชื่อที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศ ใช้หลักสูตรฯ ดังนี้
1.1 ปีการศึกษา 2552 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4
1.2 ปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5
1.3 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2554 เป็นต้นไป ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกชั้นเรียน
2. โรงเรียนทั่วไป ให้ใช้หลักสูตรฯ ดังนี้
2.1 ปีการศึกษา 2553 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4
2.2 ปีการศึกษา 2554 ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5
2.3 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป ให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ทุกชั้นเรียน
สถานศึกษา ที่ต้องใช้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตามกำหนดเวลาดังกล่าว ควรศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางฯ และเตรียมการจัดทำสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนที่จะถึงกำหนดเวลาตามคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวแล้ว เอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรแกนกลางฯ สถานศึกษา สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.curriculum51.net และกระทรวงศึกษาธิการจะทะยอยส่งเอกสารเป็นรูปเล่มให้สถานศึกษาที่ต้องใช้หลักสูตรแกนกลางฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 ตั้งแต่เดือนมกราคม

ขนมไดฟุกุ


คนไทยเราชอบเรียกว่าโมจิไส้ถั่วแดง แต่จริงๆเขาเรียกขนมประเภทนี้ว่า ไดฟุกุ แป้งด้านนอกทำจากแป้งข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาตีจนเหนียว (โมจิ) มีสีขาว เขียวและชมพู ส่วนไส้ก็เป็นถั่วแดง ที่พิเศษก็จะใส่ผลไม้ลงไป เช่น อิจิโกะ ไดฟุกุ (Ichigo Daifuku) เป็นโมจิไส้ลูกสตรอร์เบอร์รี่หอมหวาน อร่อยจับใจ นอกจากนั้นยังมีไส้เมลอนบดและไอศกรีมรสต่างๆด้วย
ขนมที่ชื่อว่า ไดฟุกุ เป็นขนมแป้งนิ่มๆ ที่มีใส้อยู่ข้างใน แต่ชื่อไดฟุกุนั้นแปลตรงตัวก็จะแปลว่า มีความสุขมากๆ นับเป็นขนมชื่อมงคลแบบญี่ปุ่นๆ คนที่เคยได้ลองชิมขนมนี้ก็จะรู้ว่ากัดเข้าไปแล้ว มีความสุขมากแค่ไหน ระหว่างที่กัดแป้งเย็นๆ ลื่นๆ คอ เคี้ยวๆ ผสมกับใส้้ข้างในหวานชื่นลิ้น
วัตถุดิบ1. แป้ง 250 กรัม2. แบะแซ 425 กรัม3. น้ำ 175 กรัม4. เนยขาว 75 กรัม5. แป้งเค้ก 1/2 ช.ต (แต่พอทำแล้วคิดว่าน้ำเปล่ามากไป น่าจะลดลงเหลือแค่ 150 กรัม และเนยขาวควรลดเหลือ 60 กรัม)
วิธีทำ 1 เทแป้งลงในอางผสม พักไว้ 2.ต้มแบะแซ และเนยขาว 7-5กรัมแบ่งไว้ครึ่งหนึ่ง ให้ละลาย เติมส่วนผสมลงในอ่างผสม ผสมให้เข้ากันกับแป้งใช้หัวตีใบไม้ ด้วยความเร้วต่ำ 3.เอาเนยขาวที่เหลืออีกครึ่งผสมต่อจนเข้ากันดี 4.นำมาแบ่งก้อนละ 30กรัม และใส่ใส้ ปั่นขึ้นรูปต่างๆๆได้
ขอขอบคุณ : www.thaigoodview.com

เทรนด์การแต่งหน้าเกาหลี



แบ๊ว ๆ เทรนด์แต่งหน้าสไตล์เกาหลี
หากใครยังรักสวยรักงามนิยมชมชอบการแต่งหน้าอยู่ ก็คงต้องขอบอกว่าหมดยุคไปแล้วสำหรับการแต่งหน้าเข้มๆปากแดงๆ ที่แลดูแล้วคล้ายกับจะออกโรงลิเก เพราะตอนนี้เทรนด์ของการแต่งหน้ากำลังมุ่งเน้นไปที่ ใสๆ แบ๋วๆ ง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง เทรนด์เกาหลี จัดว่าเป็นเทรนด์ที่ไม่ยุ่งยากนัก ทั้งเรื่องราวของเสื้อผ้าหน้าผมจึงทำได้รับความนิยมต่อวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก และทั้งนี้เองด้วยหลักการของการกำหนดทิศทางในการแต่งหน้านั้นขึ้นอยู่กับสไตล์ของการทำผมและการแต่งกายของเจ้าตัว นั่นล่ะจึงทำให้ เทรนด์การแต่งหน้าจึงต้องเป็นเทรนด์เกาหลีไปในตัวด้วย คราวนี้ หากใครอยากมีใบหน้าใสๆแบ๊ว ๆตามสไตล์เกาหลีให้ดูอินเทรนด์บ้างlife on campus ขออาสาพาไปติดตามคำแนะนำจาก “ พี่เค-กฤษณะ มโนหาญ” ตำแหน่ง CREATIVE ARTTIRT DIRECTOR จาก ผลิตภัณธ์แห่งความงาม อย่าง Bsc Cosmetology ที่จะมาแนะว่าแต่งหน้าตามไตล์วัยรุ่นเกาหลีด้วยตัวเองนี่เขาทำยังไงกัน เริ่มต้นที่เทรนด์ วัยรุ่นสาวเกาหลีกันก่อน “ สาวไทยส่วนใหญ่ที่มีพื้นผิวหน้าขาวนวลอยู่แล้ว จะต้องแต่งหน้าตัวเองให้ดูเคลียร์ไม่ต้องพิถีพิถันกับมันมาก เหมือนออกงานเลย เพราะเทรนด์เกาหลีจะเน้นใส ๆเซอร์ตาเป็นประกายเล็กน้อยด้วย อายส์ชาโดว์บาง ๆ ไม่หนามาก แก้มฝาดระเรื่อๆชมพู ปากก็สีชมพูออกแดงนิด ๆ อย่าเข้ม คือเน้นหน้าธรรมชาติไปเลย ให้หน้าออกมาดูตากลมโต แก้มป่องชมพู ปากอิ่ม ชัดที่ตา ส่วนถ้าออกงานก็สามารถแต่งหน้าได้เองคือ อาจจะเพิ่มลายเนอร์เป็นประกายที่เปลือกตา ขนตางอนกว่าเดิมได้ เพื่อสร้างลูกเล่น” ส่วนหนุ่มๆ แนวโมโทรก็สามารถอินเทรนด์ตามสไตล์เกาหลีได้ไม่แพ้ผู้หญิงเหมือนกัน "พี่เค" แนะให้แต่งหน้าอ่อน สีแทน เน้นคิ้วเข้ม โทนเอเชีย ไม่ใช่หน้าขาวปากแดง “ สำหรับผู้ชายนี่ใช้มือป้าย ๆก็พอแต่อย่างแรงมาก อย่าให้เลือดฝาดหน้าลอย ให้แต่งเป็นโทนเข้ม ๆ แล้วแต่บุคลิกของคนด้วยหากจะแต่ง อย่าง ลิปกรอสนี่ผู้ชายสามารถทาได้ มีติดกระเป๋าก็ไม่แปลกอะไร ยิ่งเดี๋ยวนี้รู้กันมากยิ่งขึ้นแต่จะซื้อผิดกัน เพราะแต่งไม่เป็น อย่างทาครีมกันแดด แต่กลับมีผสมลองพื้นจนหน้าลอย เหงื่ออกเป็นคราบ ซึ่งจริง ๆแล้วทาครีมได้ แต่อย่าให้มัน ไม่ต้องเพิ่ม วอลลู่ม และทำให้ดูสะอาดเข้าไว้ ส่วนคิ้วเข้มสามารถเพิ่มให้เข้มได้อีก เป็นโทนเอเชีย ทาครีมแบบควบคุมความมัน ไม่ให้หลุดลอก แล้วใช้แป้งให้ดูสีชมพูอมแดง สไตล์เกาหลีนี่เน้นว่าต้องมีความสะอาดใสๆเข้าไว้ หากออกงานก็เช่นเดียวกันกับผู้หญิง ที่อาจจะมีคอนเซลเลอร์ มีไฮไลท์ที่ตาบ้างก็ได้” เอาเป็นว่า ทั้งการแต่งหน้าและแต่งตัวก็ต้องดูที่บุคลิกของแต่ละคนด้วยล่ะกันว่าอย่างไรจึงจะเหมาะสม รวมทั้งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ก็ควรดูที่มี อย. และสถานที่ผลิตชัดเจน แต่ส่วนหนุ่ม ๆที่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องสำอางค์ ก็ไม่ต้องอาย ปรึกษาสาวเอาไว้บ้างมันก็ดี พี่เคบอก

ขอขอบคุณ : http://women.thaiza.com

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อาหารไทย


สลัดน้ำใส ข้าวโอ๊ตนมสด
กุ้งกระเทียมผัดพริกขี้หนู ไก่อบหอมใหญ่
ผัดผักรวมมิตรกับงาขาว ลูกชิ้นแครอท
ผัดหมีเต้าเจี้ยวลบ ปลากระพงนึ่งมะนาว
ยำใบบัวบก เมี่ยงคำ
เต้าหู้ทอดตะไคร้ใบสะระแหน่ โจ๊กเห็ดหอม
ฟองเต้าหู้ห่อผัก เปาะเปี๊ยะญวณ
ปลาต้มสมุนไพร ปลานึ่งเต้าซี่
พาสต้าปลาแซลมอน แกงขี้เหล็กปูทะเลไข่
มะระตุ๋นผักดอยดอง ผัดหอมใหญ่หมูพริกสด
ข้าวต้มสมุนไพร มิโซ่ซุป
เต้าหู้ราดหน้าเห็ด สลัดผักสีทอง
อบหน่อไม้เห็ดหอม ต้มจืดเห็ด
มะระขี้นกผัดไข ข้าวไข่เจียวหัวหอม
แกงขนุน แกงเหลือง
กุ้งตะไคร้ สลัดผลไม้
ข้าวยำปักษ์ใต้ แกงเลียงข้าวโพด
แกงฟักทองใส่ใบแมงลัก ผัดกะเพราเห็ดฟาง
ผัดกระเจี๊ยบกุ้งสด เต้าหู้ผัดถั่วงอกโยคี
แกงส้ม ต้มยำกุ้ง
จับฉ่ายชีวจิต





นิชคุณ หรเวชกุล หรือ "คุณ" เกิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปีค.ศ. 1988 คุณเป็นเด็กไทยที่ไปเติบโตที่ประเทศอเมริกา หลังจากนั้นเมื่ออายุ 2 ขวบ คุณและครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ที่เมืองไทย และเริ่มเรียนโรงเรียนในเมืองไทยจนถึงชั้นมัธยมต้น หลังจากนั้นคุณก็ย้ายไปเรียนที่นิวซีแลนด์อยู่ครึ่งปี แล้วจึงย้ายมาเข้าเรียนต่อที่อเมริกาในชั้นมัธยมปลาย ที่โรงเรียนมัธยม Los Osos ใน LA

คุณเป็นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความฝัน ความสามารถ และความทุ่มเท ที่จะทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริง คุณมีความสามารถพิเศษในการเล่นเปียโนและเเต่งเพลง จัดได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มที่รักเสียงดนตรีเป็นชีวิตจิตใจอีกคนหนึ่ง จนกระทั่งปลายปี 2005 จุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ของคุณก็มาถึง เมื่อคุณกลายเป็นเด็กไทยคนแรกและคนเดียว ที่ผ่านการออดิชั่นของบริษัท JYP Entertainment ที่ประเทศอเมริกา และคุณเองก็เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำการออดิชั่นผ่านจากผู้เข้าออดิชั่นทั้งหมดในอเมริกา หลังจากนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มที่ชื่อนิชคุณ กลายเป็นนักแสดงหน้าใหม่ในสังกัดของ JYP Entertainment ต้นสังกัดเดียวกันกับหนุ่ม Rain ป็อบสตาร์ชื่อดังที่สุดแห่งเกาหลีในเวลานี้

หลังจากที่ได้รับข่าวดีเรื่องการออดิชั่นช่วงปลายปี 2005 ช่วงต้นปี 2006 คุณก็ต้องเข้าเทรน การร้อง การเต้น การเเสดง และภาษาเกาหลี กับมืออาชีพชั้นนำจำนวนมาก ส่วนผลงานที่เป็นการเปิดตัวของคุณเป็นครั้งแรก ในฐานะเด็กในสังกัดของ JYP ก็คือ การรับหน้าที่เป็นพิธีกรให้กับรายการ Super Star Survival ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากนั้นกลางปีเดียวกัน คุณก็มีงานพิธีการรายการ J's Studio ซึ่งคุณได้เป็นพิธีกรร่วมกับแทกยอน เด็กหนุ่มจากประเทศจีน แต่ก็น่าเสียดายที่รายการนี้ ออกอากาศไปได้เพียง 2 ตอน ก็ต้องถูกออกกลางครัน

กรุ๊บเลือด : O
ครอบครัว : พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาวอีก 2 คน ส่วนคุณเป็นลูกคนที่ 2 ของบ้าน
ศาสนา : พุทธ
เชื้อชาติ : ไทย/จีน
นิสัยส่วนตัว : ความจริงแล้วผมเป็นคนขี้อายและเงียบๆครับ แต่ถ้าคุณรู้จักผมมากกว่านี้ ผมก็จะบ้ามากและก็จะคุยได้ไม่หยุดเลยครับ แต่บ่อยครั้งที่ผมหันไปพูดคุยและมองดูผู้คนที่อยู่รอบข้างผม แต่บางครั้งผมก็ชอบนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยคนเดียวครับ
สไตล์การแต่งตัว : ผมชอบแต่งตัวสุภาพ แต่ต้องดูไม่เหมือนพวกทึ่มนะครับ ถ้าคุณรู้ว่าผมหมายถึงอะไรนะ?
ความสามารถพิเศษ : เล่นเปียโน , เดินเที่ยวสยาม (ตอนอยู่ที่เมืองไทย ผมจะไปเดินเล่นที่นี่บ่อยมากๆครับ)
งานอดิเรก : เล่นเปียโน , ตีแบดมินตัน , ตีกอล์ฟ , เล่นอินเตอร์เน็ต , คุยโทรศัพท์ , เขียนไดอารี่ , ฟังเพลง , ไปร้านสตาร์บัค
คำพูดติดปาก : "Oh My GOD"
ฮีโร่ : คุณพ่อผมครับ
สีที่ชอบ : น้ำเงิน , ดำ , ชมพู , ขาว , แดง
อาหารจานโปรด : อาหารไทยครับ แต่ตอนนี้ผมเริ่มที่จะชอบกิมจิล่ะ กิมจิอร่อยดีนะครับ
อาหารที่ไม่ชอบ : อืม...ไม่รู้สิครับ น่าจะเป็นพวกอาหารรสชาติแย่ๆมั้งนะครับ?
ผลไม้ที่ชอบและไม่ชอบ : ผมชอบผลไม้เกือบทุกชนิดครับ มีแต่อวาคาโดที่ผมไม่ชอบนะครับ
กีฬาที่ชอบ : แบดมินตัน , กอล์ฟ , สโนว์บอร์ด , เทนนิส , มวยไทย
รายการทีวีที่ชอบ : ผมไม่ค่อยดูพวกรายการทีวีครับ แต่ผมก็ดูหนังในทีวีนะครับ
หนังเรื่องโปรด : The Gladiator, Men On Fire, Troy, Mr and Mrs Smith, Romeo & Juliet (เวอร์ชั่นล่าสุด)
เพลงโปรด : ผมชอบฟังเพลงของค่ายเบเกอร์รี่มากๆครับ ผมชอบพวกเพลงช้าที่ผมร้องตามด้วยได้
หนังสือเล่มโปรด : ผมไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไหร่ครับ 555
ที่ที่ชอบไปบ่อยๆ : ร้านสตาร์บัค กับ ที่นอน 555
ที่ที่อยากไป : ร้านสตาร์บัค , ประเทศไทย , อเมริกา , ที่ไหนก็ตามที่รู้สึกเหมือนได้อยู่บ้านตัวเองครับ
ความสนใจพิเศษ : เปียโนครับ แต่ตอนนี้ผมให้ความสำคัญกับการร้องและการเต้นมากที่สุดครับ
ดาราคนโปรด : Brad Pitt, Jennifer Aniston, John Travolta, Bruce Willis
นักร้องคนโปรด : Palmy, Nop Ponchamni, Boyd Kosiyapong, Ben Chalatit และอื่นๆอีกมากมาย ผมฟังเพลงไทยมาเยอะ แต่ที่ชอบมากเป็นพิเศษ จะเป็นของค่ายเบเกอร์รี่ครับ
เลขนำโชค : 8
ตัวอักษรที่ชอบ : K
สัตว์ที่ชอบและไม่ชอบ : ผมชอบแมวครับ แต่ไม่ชอบสุนัข เพราะมันชอบเห่าทั้งวันทั้งคืน และก็ไม่ชอบกลิ่นด้วยครับ
สิ่งที่ต้องการมากที่สุดในตอนนี้ : อยากให้ครอบครัวมีความสุข
สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด : พวกเรื่องเซอร์ไพร์ที่ทำให้ผมมีความสุขครับ
คติพจน์ : ทำสิ่งไหนไว้ ย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบแทน
สิ่งที่มีค่ามากที่สุด : ครอบครัวของผม และทุกคนที่รักผมครับ
ผู้หญิงที่ชอบ : ผมชอบผมหญิงที่เรียบร้อย มีความเป็นกุลสตรี แต่ก็ต้องเป็นคนที่สามารถลุยและสนุกด้วยได้เมื่อออกไปข้างนอก ผมไม่ค่อยชอบผู้หญิงที่หลงตัวเอง และผู้หญิงที่ชอบเที่ยวครับ
สิ่งที่เสียใจมากที่สุด : ตอนที่ผมโดนตีจากคนที่ผมใกล้ชิด
ผลงานชิ้นแรก : พิธีกรรายการ Super Star Survival
แผนในอนาคต : เป็นลูกชายที่ดี , เป็นสามีที่ดี และเป็นพ่อที่ดีครับ ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับครอบครัว ผมจะประสบความสำเร็จได้ต่อเมื่อครอบครัวผมมีความสุข ไม่ใช่เพราะความร่ำรวยหรือเพราะชื่อเสียงที่โด่งดังครับ
บริษัทต้นสังกัด : JYP Entertainment
อาชีพ : นักร้อง , พิธีกร
การศึกษา : โรงเรียนมัธยม Los Osos ที่ LA ประเทศอเมริกา และตอนนี้กำลังตั้งใจเรียนภาษาเกาหลี เผื่อบางทีอาจจะเข้าไปศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยของประเทศเกาหลี
ผลงานโฆษณา : Acuvue Contact Lens
ฝากข้อความถึงแฟนคลับ : ผมอยากจะขอบคุณแฟนๆ มากครับ ที่คอยช่วยสนับสนุนผม ผมปลื้มใจมากเลยครับ แม้ว่าตอนนี้ผมจะยังไม่มีผลงานออกมามากมายนัก แต่พวกคุณก็ยังสนับสนุนผมมาตลอด ผมสัญญาว่า ผมจะไม่ทำให้พวกคุณผิดหวังเลยครับ ขอบคุณทุกคนมากๆครับ
ผลงานถ่ายโฆษณา

โฆษณา วอลล์ 2 become 1

โฆษณา น้องคุณน่ารักอีกแล้ว

โฆษณา สแปลช ver. 2

โฆษณาสุดเท่ห์ของน้องคุณ

โฆษณา ดัชมิลล์

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

เพื่อแม่น้อยกว่านี่ ได้ยังไง♥


คนเราที่เกิดมาทุกคนในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จักคำว่า "แม่"

เพราะแม่เป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้เลี้ยงเฝ้าดูแลเรามาตลอด เป็นผู้รักเรามากกว่าใคร ๆ ที่บอกว่ารักเรา

ไม่ว่าลูกจะทำผิดขนาดไหนแม่ก็ยังให้อภัยแก่ลูกเสมอ บางครั้งลูกทำผิด แม่โกรธ ดุด่า ว่าลูก

แต่แม่ก็ไม่เคยคิดจะทำร้ายลูก ความรักมีหลายรูปแบบ เช่น ความรักของหนุ่มสาว ความรักต่อเพื่อน

ความรักต่อครู-อาจารย์ เป็นต้น แต่ความรักเหล่านี้อาจจะลืมเลือนไปได้โดยง่าย

เพราะมันไม่ใช่ความรักที่แท้จริง เปรียบไม่ได้กับความรักของแม่ที่มีต่อลูก

ซึ่งมีแต่ให้ไม่เคยคิดที่จะได้ตอบแทน คุณของ "แม่" นับว่าเป็นคุณที่ไม่อาจจะตอบแทนได้

นับเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ กว่าที่แม่จะคลอดเรามาแม่ก็ต้องอุ้มท้องเรามานานนับ 10 เดือน

โดยที่ไม่คิดว่าเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ในชีวิตประจำวัน พอถึงวันที่คลอด นับแต่วันที่คลอดแม่ก็เฝ้าดูแล

เป็นอย่างดี ไม่ให้ มด ยุง แมลงต่าง ๆ มากัดตัวลูก หาอาหารอย่างดีมาให้ทาน

ไม่เคยเอาสิ่งที่ไม่ดีมาให้ลูกกิน มาถึงทุกวันนี้แม่ก็ยังดูแลเราไม่เคยห่างสายตา เพราะแม่ยังกลัวว่า

ลูกจะหลงผิดทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม่ไม่คิดที่จะให้ลูกทำในสิ่งทดแทนคุณ เพราะแม่คือคนที่รักลูกที่แท้จริง

เป็นผู้ที่คิดแต่จะให้ลูกโดยไม่คิดสิ่งตอบแทนที่ได้จากลูก แม่เป็นผู้ที่สั่งสอนลูกมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต

แม่สอนแต่สิ่งที่ดี นับเป็นคุณ "ครู" คนแรกของลูก แม่อาจเป็นทั้ง แม่, เพื่อน และครู ในเวลาเดียวกันได้

ในยามที่ลูกทุกข์แม่ก็คอยปลอบ ในยามที่ลูกผิดแม่ก็คอยสอน ตักเตือน ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด

ในยามที่ลูกป่วยไข้ก็มีเพียงแม่เท่านั้นที่เฝ้าดูแลไม่ห่าง ไม่เหมือนคนอื่น

ถ้าเราป่วยเป็นโรคที่สังคมรังเกียจ เพื่อนคนที่เคยบอกว่ารักเรา เขาอาจจะไม่กล้ามาเยี่ยม

เพราะเขากลัวโรคร้ายนั้นจะติดเขา แต่ผุ้เป็นแม่ไม่ว่าโรคนั้นจะร้ายสักเพียงใดก็ไม่คิดที่จะทอดทิ้ง

ให้ลูกอยู่โดดเดี่ยวมีแต่จะเป็นห่วงลูกเพิ่มขึ้น ลูกยิ่งป่วยหรือเจ็บมากขึ้นเท่าใดผู้เป็นแม่ก็ยิ่งร้อนใจ

เพิ่มขึ้นหลายเท่า แม่ยอมขายที่นา สวน ไร่ เพื่อให้ได้เงินมารักษาลูก เงินไม่พอก็ไปขอยืมเขา

แม้ว่าดอกเบี้ยจะแพงขอเพียงเพื่อได้รักษาให้ลูกได้หาย และมีความสุข แม่ทนทุกข์ยากและลำบาก

ในการทำงาน ตากแดดตัวดำเพื่อให้ลูกชาย หญิง ได้เรียนหนังสือมีความรู้สูงๆ เพื่อไม่ต้องลำบาก

เหมือนแม่ แม่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาใช้ในครอบครัว และเงินที่ได้มาจากแรงกายของแม่

ส่วนใหญ่ตกไปอยู่ที่ลูก ไม่ว่าลูกจะขอเท่าไรแม่ก็หามาให้ได้เสมอ ลูกสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลไม่ได้ก็ดิ้นรน

ให้ลูกได้เรียนโรงเรียนเอกชน แม้ค่าเล่าเรียนเป็นหมื่นเป็นแสนก็ยอม เพียงแต่ขอให้ลูกได้เรียน

แม่ก็มีความสุข แต่แม่ไม่เคยรู้เลยว่าลูกมาโรงเรียนแล้วเป็นอย่างไร แม่คิดเพียงว่าลูกไปโรงเรียน

คงตั้งใจเรียน และลูกคงเหนื่อย เมื่อลูกกลับถึงบ้านตอนเย็นแม่จะไม่ให้ลูกทำงานบ้านอีก

แต่ลูกบางคนมาโรงเรียนแล้วไม่ได้ตั้งใจเรียนสักเท่าใดเลย แม่ต้องทนลำบากเพื่อให้ลูกได้เรียน

และเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณของแม่เราต้องตั้งใจเรียนให้สมกับที่แม่ตั้งความหวังเอาไว้

อย่าให้แม่ผิดหวัง แม่แนะนำตักเตือนก็ต้องเชื่อฟังเพราะสิ่งที่แม่พูดเป็นสิ่งที่ดีไม่ผิด

ปัจจุบันนี้ไม่ว่าแม่พูดอะไรผมจึงไม่เคยคิดที่จะขัดใจแม่ เพราะผมรู้ดีว่าสิ่งที่แม่แนะนำตักเตือน

เพราะแม่หวังดี ไม่มีแม่คนไหนที่จะคิดร้ายต่อลูก ลูกมีกี่คนแม่สามารถเลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้นเราผู้เป็นลูกมีแม่เพียงคนเดียวเราต้องดูแลท่านให้เหมือนที่ท่านเคยดูแลเรามา

และหาสิ่งดีๆมาตอบแทนโดยการตั้งใจเรียนเท่านี้แม่ก็ดีใจมากแล้ว ในยามที่แม่แก่ชรา

ผมรู้ดีว่าคนแก่ชราต้องการอยู่ใกล้ลูกๆ หลานๆ ดังนั้นเราก็ต้องเอาใจใส่แม่ของเราให้มากที่สุด